ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป วารสาร Engineering Today จะปรับโฉมใหม่เป็นรายสองเดือน เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อหาในวารสารฯ ให้ครอบคลุมด้านวิศวกรรม ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น พร้อมเสิร์ฟสาระความรู้และข่าวสารที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์ผ่านเว็บไซต์ www.engineeringtoday.net ตอบโจทย์การบริโภคข้อมูลข่าวสารในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)
วันพุธที่9
พฤศจิกายน. 2559

» สกว.ผนึกกำลังคณะวิศวฯ จุฬาฯ ระดมสมองจัดทำแผนการใช้พลังงานนิวเคลียร์


สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จับมือคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีรับฟังความเห็นแผนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้าอย่างปลอดภัย เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ

รศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนา “การรับฟังความคิดเห็นในการพัฒนาแผนการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้าอย่างปลอดภัย” พร้อมนำข้อมูลไปปรับพัฒนาร่างแผนการดำเนินการในการเตรียมความพร้อมการผลิตไฟฟ้าในอนาคต

งานสัมมนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งการวิจัยเรื่อง “การศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้าอย่างปลอดภัย” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

รศ.ดร.สุพจน์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า พลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและการบำรุงรักษาต่ำเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าอื่นๆ ซึ่งอัตลักษณ์สำคัญนี้กำลังถูกท้าทายจากการก้าวกระโดดของพลังงานทางเลือกอื่นที่พัฒนาไปไกลทั้งด้านประสิทธิภาพและราคา พลังงานทางเลือกในปัจจุบันมีมากพอๆ กับศักยภาพของโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่มีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้หลายอย่าง

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการส่งเสริมของประเทศพัฒนาแล้วและการผลักดันของรัฐบาลจะเป็นตัวท้าทายการดำเนินงานของพลังงานนิวเคลียร์อย่างมาก โดยร้อยละ 90 ของคาร์บอนไดออกไซด์มาจากถ่านหิน ถ้าพลังงานทางเลือกเข้ามาแทนที่ได้ โอกาสของนิวเคลียร์จะเป็นอย่างไร จะทำอย่างไรให้พลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์เดินหน้าไปได้ขณะที่พลังงานอื่นราคาถูกลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาวะคุกคามสำคัญและต้องพิจารณาร่วมกัน "การทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีผลกระทบค่อนข้างมากดังจะเห็นได้จากกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ จึงต้องหาจุดเด่นจุดด้อยของการดำเนินการเพื่อให้เกิดพลังงานทางเลือกที่มั่นคงของประเทศให้ได้" รศ.ดร.สุพจน์ กล่าว

ด้านรศ.ดร.สุพิชชา จันทรโยธา หัวหน้าโครงการวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่าโครงการวิจัยกำหนดให้ศึกษาการเตรียมความพร้อมในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่จัดทำขึ้นเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน อีกทั้งกระตุ้นให้เกิดการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ผลิต และเห็นภาพนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะตอบสนองแผนดังกล่าว เพื่อเพิ่มความหลากหลายทั้งการลงทุนด้านพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การดำเนินงานไปได้อย่างยั่งยืน ในระยะเริ่มแรกต้องได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของประเทศ กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในการตัดสินใจ จึงจำเป็นต้องดำเนินการเป็นอันดับแรกก่อนที่จะมีการเตรียมพร้อมด้านอื่น ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการอย่างมาก และพร้อมรับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง

ดร.วีรินทร์ หวังจิรนิรันดร์ นักวิจัย สกว. จากสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พลังงานหมุนเวียนมาแรงมาก พลังงานนิวเคลียร์ก็อยู่ในแผนเช่นกัน การใช้ไฟฟ้าของประเทศในภูมิภาคอาเซียนส่วนใหญ่มีศักยภาพการเติบโตเพิ่มขึ้น จีนและญี่ปุ่นสนใจเข้ามาลงทุนในเมียนมาและเวียดนามที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจและต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยเองมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงและเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของภูมิภาครองจากอินโดนีเซีย

เมื่อดูแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าของโลก ไฟฟ้าจะมีอัตราการขยายตัวสูงสุดในบรรดาพลังงานแต่ละประเภท ในอนาคตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 25 ส่วนในอาเซียนนั้นภาคอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยรวมถึงอาคารพาณิชย์มีการเติบโตของความต้องการไฟฟ้าสูง แต่ในอนาคตไฟฟ้าจะเริ่มมีบทบาทในภาคขนส่งมากขึ้น ทั้งยานยนต์พลังงานไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่จะมีสัดส่วนมากขึ้น

แนวโน้มการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของโลก ก๊าซธรรมชาติ พลังงานลม และเซลล์แสงอาทิตย์จะมีบทบาทมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต่างจากอาเซียนที่มีแนวโน้มใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน พลังงานหมุนเวียนและนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ คาดว่าในปี 2030 จะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนระหว่างร้อยละ 10-30 ในมุมมองเชิงบวกคาดว่าพลังงานหมุนเวียนจะสร้างผลกระทบในภาคการผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดร้อยละ 30-55 โดยในประเทศกำลังพัฒนายังมีการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเฉพาะจีน อินเดีย เกาหลี และผู้เล่นใหม่อาเซียน ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น

"อย่างไรก็ตามอนาคตยังเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ถ้าทุกคนจะเลือกพลังงานหมุนเวียนต้องไม่ลืมว่ายังมีบริษัทน้ำมันอยู่ ในความเป็นจริงต้องพิจารณาว่าจะไปได้ถึงไหน แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนของพลังงานหมุนเวียน" ดร.วีรินทร์ กล่าว

ทั้งนี้มีประเด็นท้าทายด้านพลังงานของไทยในอนาคต คือ 1) การสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและศักยภาพการแข่งขันของประเทศ 2) การรับมือกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน 3) สมดุลระหว่างต้นทุนและผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับทิศทางพลังงานในอนาคตของประเทศไทย จะต้องมีการพัฒนาด้านประสิทธิภาพและการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มที่ เพื่อชะลอการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน สร้างความมั่นคงและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติมีสัญญาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญและคาดว่าจะต้องนำเข้าในรูปก๊าซธรรมชาติเหลวกว่าร้อยละ 80-90 การลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้าจึงเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ต้องดำเนินการ และมีแนวโน้มต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น ความผันผวนของราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องมีการบริหารจัดการเพื่อกระจายชนิดพลังงานให้มีความหลากหลาย

“โอกาสของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยขึ้นอยู่กับพันธกรณีและความเข้มข้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดและโรงไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟตลอดเวลา ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว อัตราการลดลงของปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในประเทศ อัตราเร่งของการพัฒนาเทคโนโลยีและต้นทุนที่ลดลง และการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานและระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ” ดร.วีรินทร์ กล่าว

ผศ. ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ นักวิจัยจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวระหว่างการนำเสนอแผนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับผลิตไฟฟ้า ว่าประเด็นที่สำคัญคือ ต้องมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน อบรมให้ความรู้ที่ถูกต้อง การศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง นอกจากความปลอดภัยและคุณค่าแล้ว สิ่งที่ยังขาดคือการพูดถึงตัวอย่างความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งในไอซ์แลนด์ สหภาพโซเวียตและญี่ปุ่น รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในต่างประเทศ อยู่ที่รัฐเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญและประชาชนไม่คัดค้านรุนแรง การจัดสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเปิดเผยสู่สาธารณะให้ชัดเจนผ่านการทำประชาพิจารณ์ โดยขั้นตอนสำคัญของแผนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะแรก (3-5 ปี) ให้ความรู้ความเข้าใจที่เป็นประโยชน์เปิดเผยต่อประชาชน 2) ระยะตัดสินใจ โดยภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม 3) ระยะสร้าง (12 ปี) จัดอบรมด้านความปลอดภัย กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และการสัมมนาความเป็นไปของการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4) ระยะประเมินผล (1-2 ปี) เปิดเยี่ยมชมและประชุมสาธารณะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ประชุมและรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการจัดการความปลอดภัยรอบโรงไฟฟ้า

“ประเด็นท้าทายคือ การตัดสินใจดำเนินการจะได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนอย่างไร จะสร้างหรือไม่ควรใช้วิธีการอย่างไร ถ้าสร้างควรสร้างที่ใด การส่งเสริมและสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเรื่องนิวเคลียร์ของประชาชนทำได้อย่างไรและโดยใคร ภาคประชาสังคมจะมีส่วนร่วมอย่างไร เมื่อไร มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ไม่ควรเร่งรัดเพื่อให้ความขัดแย้งคลี่คลายและทุกภาคส่วนเกิดความตระหนักรู้ผ่านการสื่อสารตามช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเอง” นักวิจัย สกว. กล่าวสรุป

Main


ข่าวใหม่

•  เทรนด์ ไมโครเผยภัย Cyber Propaganda และ Ransomware ยังคุกคามองค์กรอย่างต่อเนื่อง  [21 มิ.ย. 2560]

•  สภาวิศวกร จับมือสภาสถาปนิก ออกโรงกรณีรถไฟไทย-จีน ย้ำจุดยืนให้วิศวกร- สถาปนิกจีนยื่นขอใบอนุญาต  [21 มิ.ย. 2560]

•  ฟูจิ ซีร็อกซ์ ฉลองครบรอบ 50 ปี จัดงานใหญ่ DocuWorld 2017 โชว์ที่สุดแห่งนวัตกรรมทางธุรกิจในยุคดิจิทัล [20 มิ.ย. 2560]

•  GPSC คว้า 3 รางวัล จาก“คอปอร์เรต กอฟเวอร์แนนซ์ ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ประจำปี 2017” [20 มิ.ย. 2560]

•  Asia IoT Business Platform ครั้งที่ 13 ปฏิรูปวงการดิจิทัลของธุรกิจและองค์กรในไทยตามแนวทาง Thailand 4.0 [14 มิ.ย. 2560]


Engineering Today :

วารสารรายสองเดือนเพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรม
พร้อมเสิร์ฟสาระความรู้และข่าวสารที่ทันสมัย
ผ่านเว็บไซต์ www.engineeringtoday.net
ตอบโจทย์การบริโภคข้อมูลข่าวสารในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

Contact

บริษัท เทคโนโลยี มีเดีย จำกัด
471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา
แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400

E-mail : webmaster@engineeringtoday.net
Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649
Fax. 0-2640-4260