พบกับ Engineering Today ปี 2561 โฉมใหม่ ทันสมัยด้วยเนื้อหาก้าวทันเศรษฐกิจยุคดิจิทัล พร้อมจัดเต็มเนื้อหา 4 สี และ 2 สีทั้งเล่ม และอย่าลืมติดตามข่าวสารทางด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่อัพเดททุกวันได้ที่ FB: Engineering Today
วันจันทร์ที่9
เมษายน 2561

» สกว.จับมือกรมศิลปากร อนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานตามหลักวิศวกรรม


สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นำกิตติพันธ์ พานสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคณะสื่อมวลชน ติดตามความก้าวหน้าของชุดโครงการ “อนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานตามหลักวิศวกรรม” ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการสื่อสัญจร “ตามรอยบุพเพสันนิวาสด้วยงานวิจัย สกว.” เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย รวมถึงสร้างความตระหนักให้คนไทยเห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์และโบราณสถานสำคัญในพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ชุดโครงการวิจัยดังกล่าวอยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สกว. และกรมศิลปากร โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีในการสำรวจสาเหตุของความเสียหาย ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์ฟื้นฟูโบราณสถานอันเป็นมรดกโลกของไทย

กิตติพันธ์ พานสุวรรณ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า หลังจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 ทำให้กรมศิลปากรตระหนักถึงความสำคัญขององค์ความรู้ด้านวิชาการมากขึ้น เนื่องจากมีการเสื่อมสลายและผลกระทบภายในองค์เจดีย์จากความชื้นสะสมและแรงดันน้ำด้านใน ประกอบกับได้รับคำติติงจากยูเนสโกถึงการขาดความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือ จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยร่วมกันในหลายมิติ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสำรวจการทรุดตัวของโบราณสถาน และเร่งรัดฟื้นฟูความเสียหาย ประกอบกับพื้นที่มรดกโลกเป็นดินอ่อนทำให้ยิ่งมีความเสี่ยงในการบูรณะซ่อมแซม และเป็นโมเดลนำร่องในการบูรณะพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป เพราะมีการเอียงตัวของเจดีย์ในหลายแห่ง ซึ่งต้องสำรวจความเสียหายอย่างต่อเนื่องและแม่นยำโดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีของนักวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ สกว.

“สิ่งจำเป็นในการสนับสนุนการบูรณะโบราณสถาน จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง กระบวนการซ่อมแซม มิฉะนั้นจะถูกตำหนิจากนักวิชาการและทำให้กรมศิลปากรกลายเป็นจำเลยว่าเป็นผู้ทำให้มรดกชาติเสียหาย จึงกลายเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ขยายวงกว้างมากขึ้น รวมถึงเป็นแนวทางให้กรมศิลปากรและกระทรวงวัฒนธรรมจัดหาเครื่องมือที่ทันสมัยและเตรียมบุคลากรเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจทำงานเพื่อให้ได้งานวิจัยที่ตอบสนองโจทย์ของกรมศิลปากร ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และประเมินระยะเวลาในการทำงานได้” รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

รศ. ดร.นคร ภู่วโรดม หัวหน้าชุดโครงการ “อนุรักษ์โครงสร้างโบราณสถานตามหลักวิศวกรรม” สกว. จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโบราณสถานอันเป็นมรดกโลก กระทบต่อจิตใจของพุทธศาสนิกชนและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และข้อสังเกตจากนักวิจัยอาวุโสชาวญี่ปุ่นถึงการชำรุดทรุดโทรมของโบราณสถานในพระนครศรีอยุธยา เป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการทำวิจัยนี้ เพราะหน้าที่อนุรักษ์โบราณสถานสำคัญเป็นของทุกคนในชาติที่จะต้องช่วยกันดูแล ซึ่งอุปสรรคสำคัญในการฟื้นฟู คือ การขาดข้อมูลของโบราณสถานทั้งด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม รวมถึงขาดบุคลากรในหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ งบประมาณ และเทคโนโลยี

ทั้งนี้ยูเนสโกได้ให้คำแนะนำว่าควรจัดให้มีการฝึกอบรมช่างฝีมือเพื่อพัฒนาทักษะด้านงานอนุรักษ์ และการดำเนินงานต้องอยู่บนหลักการเชิงวิทยาศาสตร์ผสานกับการใช้วัสดุ และทักษะตามแบบเดิม ตลอดจนการจัดทำแผนอย่างละเอียดโดยความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ

ด้วยฐานข้อมูลทางวิศวกรรมของโบราณสถานมีความจำเป็นอย่างยิ่งในด้านการวิเคราะห์ ประเมินและติดตามสภาพโบราณสถานเพื่อการอนุรักษ์ รศ. ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หัวหน้าโครงการย่อยของงานวิจัยนี้จึงตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาตัวอย่างฐานข้อมูลดิจิตอลทางด้านวิศวกรรมของโบราณสถานของไทย โดยฐานข้อมูลจะครอบคลุมข้อมูลทางพิกัดและมิติต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์โครงสร้าง ข้อมูลคุณสมบัติทางกลและความทนทานของวัสดุ รวมถึงศึกษาแนวทางการประเมินและติดตามสภาพโบราณสถานและเทคนิคการทดสอบแบบไม่ทำลาย โดยงานวิจัยส่วนต่าง ๆ ประกอบด้วย

1) การศึกษารวบรวมข้อมูลพิกัดและมิติค่าจริงตามความทรุดเอียงของโบราณสถานตัวอย่าง ประกอบด้วย ขนาดมิติ และการเอียงตัวในสภาพจริง เพื่อนำไปใช้ในการสร้างแบบจำลองเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และประเมิน รวมถึงติดตามสภาพโครงสร้างโบราณสถานในระยะยาวได้อย่างละเอียดและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยการสแกนวัตถุด้วยเลเซอร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลสภาพจริงของโบราณสถาน เก็บค่าตำแหน่งต่าง ๆ บนพื้นผิวของวัตถุในรูปแบบพิกัด 3 มิติ และนำมาสร้างเป็นรูปภาพหรือแบบจำลองของวัตถุเสมือนจริง ที่สามารถบ่งบอกขนาดและรูปทรงของวัตถุได้อย่างแม่นยำเมื่อสแกนโบราณสถานเดียวกันอีกครั้งในอนาคต และนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับผลการสแกนก่อนหน้า จะทำให้สามารถทราบถึงสภาพหรือลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปได้

2) การศึกษาคุณสมบัติของวัสดุโบราณ ที่มีลักษณะแตกต่างจากวัสดุก่อสร้างในปัจจุบัน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากการทดสอบวัสดุเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกลของอิฐและปูนที่ใช้ในการก่อสร้างโบราณสถาน เพื่อวิเคราะห์และประเมินเสถียรภาพโครงสร้าง รวมถึงนำไปเป็นข้อมูลเพื่อช่วยในการเลือกวัสดุซ่อมแซมที่มีสภาพใกล้เคียงกับวัสดุโบราณได้ เนื่องจากวัสดุโบราณมีสูตรต่าง ๆ ในการผสมที่มีความข้นเหลวต่างกัน ทำให้การคุมคุณสมบัติของวัสดุเป็นไปได้ยาก คณะวิจัยจึงได้ทดลองผสมกับวัสดุ เช่น เถ้าแกลบ ซึ่งจะช่วยให้คงตัวได้เร็วขึ้น โดยที่ยังมีคุณสมบัติด้านรูพรุนไปแตกต่างจากวัสดุเดิม

3) การศึกษาแนวทางการหาทดสอบคุณสมบัติวัสดุโบราณในสภาพหน้างานจริง โดยใช้วิธีการตรวจสภาพแบบไม่ทำลายด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปรับเทียบค่าที่เหมาะสม ผ่านการทดสอบทั้งจากหน้างานจริงและในห้องปฏิบัติการ

ด้านผศ. ดร.ชัยณรงค์ อธิสกุล นักวิจัยโครงการย่อยจาก มจธ. ได้สาธิตการใช้เครื่องมือเก็บภาพ 3 มิติ และชี้จุดปักหมุดบริเวณรอบพระปรางค์ด้านนอกของวัดไชยวัฒนาราม เพื่อใช้เป็นพิกัดในการติดตั้งกล้องบันทึกภาพ พร้อมกับกล่าวถึงการทำงานเพื่อทดสอบวัสดุว่ามีทั้งแบบก้อนตัวอย่างจากวัสดุที่หลุดร่อน และใช้เครื่องมือประเมินกำลังของอิฐและปูนก่อ รวมถึงการวัดค่าความชื้น การเปรียบเทียบตำแหน่งจากภาพถ่าย เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างเชิงลึก สร้างสมการ การประเมินโครงสร้างอย่างง่าย รวมถึงความปลอดภัยและระยะเวลาในการบูรณะ

นอกจากวัดไชยวัฒนารามแล้ว ยังได้ใช้เครื่องมือเลเซอร์สแกนเก็บภาพสัณฐานเดิมและส่งข้อมูลให้กรมศิลปากรในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย เช่น โรงราชรถ พระที่นั่งอนันตสมาคม วัดถ้ำพระโพธิสัตว์ จ.สระบุรี วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น ซึ่งการทำงานร่วมกับกรมศิลปากรทำให้เข้าใจนัยยะของการอนุรักษ์ที่มีมิติค่อนข้างสำคัญ ทั้งในเรื่องการทำงานโดยใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์

สำหรับการสร้างแบบจำลอง 3 มิติจากภาพถ่ายด้วยโดรน ดร.กฤษฎา ไชยสาร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าโดรนสามารถเก็บข้อมูลในจุดที่คนเข้าไม่ถึงได้ซึ่งทำให้แบบจำลอง3 มิติมีความสมบูรณ์และมีความละเอียดมากขึ้น ภาพที่เก็บได้จะนำมาใช้ในการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งสามารถลบผู้คนและต้นไม้ออกไป ให้เหลือแต่โครงสร้างที่ต้องการ เพื่อทำให้แบบจำลองมีความถูกต้องและสมจริงมากขึ้น จากนั้นแบบจำลอง 3 มิตินี้จะถูกนำมาใช้ในการศึกษาลักษณะรูปทรงของโบราณสถาน ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ความแข็งแรงของโบราณสถานในการต้านแรงลม น้ำหนัก หรือแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากแผ่นดินไหว เพื่อตรวจสอบว่าจุดใดมีความเสี่ยง หรือนำมาหาความเอียงของเจดีย์ หรือสามารถตรวจสอบรอยร้าวหรือความเสียหายจากแบบจำลอง 3 มิติได้

ผศ. ดร.ภาสกร ปนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ประยุกต์ใช้การสำรวจธรณีฟิสิกส์เพื่อสนับสนุนการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานและการขุดค้นทางโบราณคดี โดยใช้เครื่องมือธรณีเรดาร์ (GPR Ground Penetratng Radar) ตรวจสอบโครงสร้างของโบราณสถานใต้พื้นดินและบริเวณโดยรอบที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของโบราณสถาน รวมถึงสำรวจพื้นที่ทั้งหมดในบริเวณรอบพระราชวังโบราณและอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เพื่อจัดทำฐานข้อมูลและแผนที่ทางประวัติศาสตร์และซากโบราณสถานใต้ผิวดิน เพื่อนสนับสนุนการขุดค้นศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณสถานสถาน ตลอดจนใช้เป็นการวิจัยต้นแบบของการพัฒนาการใช้องค์ความรู้และเทคนิคสำรวจเพื่อช่วยบูรณะโบราณสถานและการขุดค้นทางประวัติศาสตร์ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานฟื้นฟูประวัติศาสตร์ของประเทศ ซึ่งคณะวิจัยได้อาศัยการส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและรับสัญญาณการสะท้อนกลับใต้พื้นดิน ข้อดีของการสำรวจนี้คือ ไม่ทำลายโครงสร้างพื้นผิวของวัตถุ ข้อมูลที่ได้มีความละเอียดสูง และสามารถสำรวจได้ในระดับลึก อีกทั้งตรวจจับวัตถุ การเปลี่ยนแปลงไปของวัสดุและการทรุดที่ทำให้เกิดโพรงได้

Main


ข่าวใหม่

•  เสียวหมี่ เผยราคา Mi MIX 3 สมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยม ในไทยเริ่มต้นที่ 18,999 บาท  [10 ธ.ค. 2561]

•  NIA จับมือภาครัฐ-เอกชน จัดกิจกรรม Inno4farmers เฟ้นหานวัตกรรมการเกษตร 3 สาขาที่จำเป็นสำหรับประเทศ  [10 ธ.ค. 2561]

•  นิช คาร์ กรุ๊ป เปิดตัวสุดยอดยานยนต์ซูเปอร์คาร์ “แมคลาเรน 600 แอลที” แรงและเร็วเปรียบดั่งกระสุนเงิน เป็นครั้งแรกในไทย [7 ธ.ค. 2561]

•  สกว.-สนช.-สวพ.ทบ. บริหารงานวิจัยเพื่ออนาคตยางพาราไทย [7 ธ.ค. 2561]

•  บ้านปูฯ เดินหน้าขยายฐานพลังงานสะอาด เปิดตัว Banpu Power Japan สาขาโตเกียว อย่างเป็นทางการ [7 ธ.ค. 2561]


Engineering Today :

วารสารรายสองเดือนเพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรม
พร้อมเสิร์ฟสาระความรู้และข่าวสารที่ทันสมัย
ผ่านเว็บไซต์ www.engineeringtoday.net
ตอบโจทย์การบริโภคข้อมูลข่าวสารในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

Contact

บริษัท เทคโนโลยี มีเดีย จำกัด
471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา
แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400

E-mail : webmaster@engineeringtoday.net
Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649
Fax. 0-2640-4260