พบกับ Engineering Today ปี 2561 โฉมใหม่ ทันสมัยด้วยเนื้อหาก้าวทันเศรษฐกิจยุคดิจิทัล พร้อมจัดเต็มเนื้อหา 4 สี และ 2 สีทั้งเล่ม และอย่าลืมติดตามข่าวสารทางด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่อัพเดททุกวันได้ที่ FB: Engineering Today
วันพุธที่21
พฤศจิกายน. 2561

» สกว.จับมือมหาวิทยาลัย สร้างงานวิจัยเชิงพื้นที่ชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียน จ. ตรัง


หน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หนุนมหาวิทยาลัยขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำงานวิจัยจากโจทย์ชุมชนที่สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์จังหวัด นำไปสู่การสร้าง “กลไกการพัฒนาเชิงพื้นที่” ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นหน่วยงานจัดการด้านความรู้ เพื่อการพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน

จากการสนับสนุนทุนวิจัยด้านชุมชนสังคมของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่มุ่งให้พื้นที่หรือชุมชนนั้นเกิดการการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยกับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ความต้องการ ณ พื้นที่หรือชุมชนนั้น เมื่อ10 กว่าปีผ่านมา ได้ทำให้เกิดกลุ่มงานวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อตอบยุทธศาสตร์ของจังหวัดขึ้นในปี 2557 ภายใต้ชื่อ งานวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ (Area-Based Collaborative Research : ABC) โดยมี หน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สกว.(ABC) เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ กล่าวว่า ABC เป็นรูปแบบใหม่ของการวิจัยที่ สกว. พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาพื้นที่ระดับจังหวัด นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้จังหวัดมีทิศทางในการพัฒนา

“จังหวัดคือตัวแทนการกระจายความเจริญจากส่วนกลาง เพราะมีทั้งโครงสร้างการพัฒนา อันได้แก่ ยุทธศาสตร์จังหวัด มีโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ที่สามารถเป็นได้ทั้งหน่วยนโยบายและหน่วยปฏิบัติ มีโครงสร้างภาคประชาสังคมที่ชัดเจน และมีโครงสร้างงบประมาณรวมถึงกฎระเบียบรองรับเกิดการปฏิบัติได้จริงในระยะยาว ดังนั้นการทำให้ทางจังหวัดเห็นความสำคัญของการใช้ข้อมูลความรู้และข้อเท็จริงมาประกอบการตัดสินใจต่าง ๆ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์และการพัฒนาของจังหวัด จึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ โดยองค์กรที่มีศักยภาพในการเป็นหน่วยสนับสนุนข้อมูลความรู้กับจังหวัดได้ดีที่สุดก็คือมหาวิทยาลัยขนาดกลางและขนาดเล็กในพื้นที่ของเขานั่นเอง”

แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีทั้งข้อมูล บุคคลกร และเครื่องมือต่าง ๆ หรืออาจจะมีการทำงานวิจัยในพื้นที่มาก่อนหน้านี้ แต่การดึงศักยภาพจากทุกภาคส่วนให้มาทำงานร่วมกับบนโจทย์ของพื้นที่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ของจังหวัด ที่เป็นการทำงานร่วมกับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรมนั้น มหาวิทยาลัยก็ต้องมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีนักวิจัยที่เก่งด้านในศาสตร์ของตนเองและเข้าใจถึงการทำงานเชิงพื้นที่ รวมถึงมีประสบการณ์ในการทำงานกับ Stakeholder ต่าง ๆ มากพอสมควรจึงเป็นที่มาของ “โครงการนวัตกรรมการจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่” ภายใต้โครงการท้าทายไทยฯ กลุ่มเรื่องนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ ที่ สกว. มีการให้ทุนกับมหาวิทยาลัยโดยตรง เพื่อให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่หรือในจังหวัดนั้น ๆ สร้างชุดโครงการวิจัยที่มาจากโจทย์ปัญหาหรือความต้องการของคนในพื้นที่จริงๆ

“สกว. ไม่ได้คาดหวังแค่ว่าเกิดการทำวิจัยร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับนักวิจัย และได้ผลงานวิจัยที่แก้ปัญหาให้เขาได้เท่านั้น แต่เราต้องการใช้กระบวนการวิจัย และตัวงานวิจัยมาขับเคลื่อนให้เกิด ‘กลไกการพัฒนาเชิงพื้นที่’ ซึ่งประกอบด้วยผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งภาคส่วนของรัฐ ทั้งภาคส่วนเอกชน ภาคส่วนประชาสังคม และภาคส่วนวิชาการ ที่จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดต่อไปให้ได้” ดร.กิตติ กล่าว

สิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การสร้างกลไกการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้ชุดโครงการวิจัยนี้ก็คือ การปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการงานวิจัยในมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ โดยกำหนดให้มีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเป็นหัวหน้าโครงการ เป็นการให้ทุนแบบ Matching Fund (ทุนวิจัยมาจาก สกว. และมหาวิทยาลัยฝ่ายละครึ่ง) โดยทาง สกว. จะมีการนำเครื่องมือต่างๆ ไปช่วยพัฒนาระบบจัดการงานวิจัย (Research Management) ร่วมกับหน่วยงานจัดการวิจัยของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงจัดระบบพี่เลี้ยงจาก สกว. เข้าไปสนับสนุนและให้คำแนะนำกับมหาวิทยาลัยตลอดโครงการ

ในปีแรกของการให้ทุนภายใต้โครงการนวัตกรรม (ปีงบประมาณ 2560/61) มีมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 24 แห่ง จากงบประมาณที่การร่วมทุนทั้งหมด 105 ล้านบาท ทุกมหาวิทยาลัยได้มีการสนับสนุนโครงการวิจัยย่อยรายมหาวิทยาลัยที่เป็นการตอบโจทย์ปัญหาของพื้นที่รวมทั้งสิ้น 325 โครงการ มีการทำวิจัยเชิงพื้นที่ทั้งในระดับคณะและมหาวิทยาลัย เกิดการพัฒนานักวิจัยที่ทำงานพัฒนาพื้นที่ทั้งหมด 1,005 คน โดยเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ผ่านการพัฒนาระบบคิดและทดลองการทำงานเชิงพื้นที่จำนวน 529 คน และเป็นนักจัดการงานวิจัยที่จะเป็นกำลังสำคัญของมหาวิทยาลัยและพื้นที่ 142 คน

ดร.กิตติ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีของการทำวิจัยภายใต้โครงการนวัตกรรมการจัดการงานวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ ร่วมกับ 24 มหาวิทยาลัยนี้ พบการปรับเปลี่ยนระบบจัดการงานวิจัยของมหาวิทยาลัย แบ่งได้ 3 ระดับ ระดับ 1 จะเป็นการปรับระบบจัดการเพื่อหนุนเสริมงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ เช่น การปรับระเบียบกฎเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติเพื่อหนุนเสริมการทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ ส่วนการเปลี่ยนแปลง ระดับที่ 2 คือตัวมหาวิทยาลัยมีระบบและกลไกการทำงานวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เช่น จัดตั้งหน่วยงานที่เป็นกลไกการจัดการงานวิจัยเชิงพื้น ที่มีผู้รับผิดชอบ มีภารกิจและมีงบประมาณการจัดการอย่างชัดเจน และในระดับที่ 3 คือมหาวิทยาลัยที่ใช้งานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่เป็นหน่วยและเครื่องมือสำคัญในการเป็นมหาวิทยาลัยที่ทำงานเพื่อสังคม โดยมีกลไกการเชื่อมโยงการทำงานเชิงพื้นที่กับกลไกการพัฒนาจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม มีการรับโจทย์และรับงบประมาณของจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดเพื่อการพัฒนาพื้นที่

ล่าสุดหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ สกว. ได้นำคณะทำงาน พร้อมสื่อมวลชนลงพื้นที่ชุมชนลุ่มนํ้าปะเหลียน จ.ตรัง ประกอบด้วยพื้นที่ ต.วังวน อ.กันตัง ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว และต.บ้านนา อ.ปะเหลียน เพื่อนำเสนอผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่ โดยมี.ผศ.ดร.อภิรักษ์ สงรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อพัฒนาและสนับสนุนการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ ชุมชนท้องถิ่น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาระบบการจัดการงานวิจัยของมหาวิทยาลัยทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการใช้งบประมาณการวิจัยของประเทศ

ปัจจุบันเกิดผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมในพื้นที่ชุมชนลุ่มนํ้าปะเหลียน จ.ตรัง โดยสวก.และมทร.ศรีวิชัยได้ร่วมทําโจทย์วิจัยกับชาวบ้านมากกว่า 11 โครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559-ปัจจุบัน มีรูปธรรมความสําเร็จให้เห็นเป็นประจักษ์หลากหลาย อาทิ เพิ่มรายได้จากติหมา ภูมิปัญญาจักสานของคนในภาคใต้จาก 80,000 -90,000 บาท/เดือน เป็น 400,000 บาท/เดือน ด้วยตู้อบแสงอาทิตย์สำหรับอบแห้ง เพิ่มมูลค่าหอยตลับ โดยการแปรรูปเป็นหอยตลับปรุงรส เพิ่มรายได้จากหอยตลับสดจากกิโลกรัมละ 10 บาท เป็นหอยปรุงรส กิโลกรัมละ 600 บาท และการวิจัยศึกษาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวในเขตลุ่มน้ำปะเหลียน เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สามารถสนองตอบความต้องการของนักท่องเที่ยว โดยไม่กระทบกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในชุมชน และช่วยหนุนเสริมความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรแห่งลุ่มปะเหลียน อาทิ เกาะหอไหร น้ำตกน้ำเค็ม และหินคอกควาย ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดตรัง เป็นต้น ภายใต้เป้าหมายร่วมกัน นั่นคือการจัดการทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียน

“ตอนนี้เราถือว่าสามารถสร้างนวัตกรรมการจัดการงานวิจัยในระดับสถาบันให้เกิดขึ้นได้แล้ว ซึ่งนวัตกรรมนี้นอกจากจะทำให้มหาวิทยาลัยมีระบบที่เอื้อต่อการทำงานวิจัยเพื่อสังคมและชุมชนมากขึ้นแล้ว ยังทำให้มหาวิทยาลัยนั้นๆ สามารถเป็นแหล่งความรู้และเกิดการทำงานร่วมกับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” ดร.กิตติ สรุป

Main


ข่าวใหม่

•  เสียวหมี่ เผยราคา Mi MIX 3 สมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยม ในไทยเริ่มต้นที่ 18,999 บาท  [10 ธ.ค. 2561]

•  NIA จับมือภาครัฐ-เอกชน จัดกิจกรรม Inno4farmers เฟ้นหานวัตกรรมการเกษตร 3 สาขาที่จำเป็นสำหรับประเทศ  [10 ธ.ค. 2561]

•  นิช คาร์ กรุ๊ป เปิดตัวสุดยอดยานยนต์ซูเปอร์คาร์ “แมคลาเรน 600 แอลที” แรงและเร็วเปรียบดั่งกระสุนเงิน เป็นครั้งแรกในไทย [7 ธ.ค. 2561]

•  สกว.-สนช.-สวพ.ทบ. บริหารงานวิจัยเพื่ออนาคตยางพาราไทย [7 ธ.ค. 2561]

•  บ้านปูฯ เดินหน้าขยายฐานพลังงานสะอาด เปิดตัว Banpu Power Japan สาขาโตเกียว อย่างเป็นทางการ [7 ธ.ค. 2561]


Engineering Today :

วารสารรายสองเดือนเพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรม
พร้อมเสิร์ฟสาระความรู้และข่าวสารที่ทันสมัย
ผ่านเว็บไซต์ www.engineeringtoday.net
ตอบโจทย์การบริโภคข้อมูลข่าวสารในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

Contact

บริษัท เทคโนโลยี มีเดีย จำกัด
471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา
แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400

E-mail : webmaster@engineeringtoday.net
Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649
Fax. 0-2640-4260