พบกับ Engineering Today ปี 2561 โฉมใหม่ ทันสมัยด้วยเนื้อหาก้าวทันเศรษฐกิจยุคดิจิทัล พร้อมจัดเต็มเนื้อหา 4 สี และ 2 สีทั้งเล่ม และอย่าลืมติดตามข่าวสารทางด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่อัพเดททุกวันได้ที่ FB: Engineering Today
วันพฤหัสบดีที่13
ธันวาคม 2561

» สวทช. โชว์ผลงานปี’61 สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและสังคมกว่า 45,000 ล้านบาท เผยกลยุทธ์ปีหน้าด้วยแนวคิด “NSTDA Beyond Limits : 6-6-10”


กรุงเทพฯ - 13 ธันวาคม 2561 : ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำทีมผู้บริหาร ประกอบด้วย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ดร.เกื้อกูล ปิยะจอมขวัญ รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) แถลงผลงาน สวทช. ปีพ.ศ. 2561 เผยมีการยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญามากถึง 383 รายการ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี 261 โครงการ ให้กับหน่วยงานต่างๆ รวม 335 หน่วยงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม มากกว่า 45,000 ล้านบาท ผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของภาคการผลิตและบริการ มูลค่าเกือบ 14,000 ล้านบาท พร้อมเปิดกลยุทธ์ขับเคลื่อนงานวิจัย ปีพ.ศ.2562 ภายใต้แนวคิด “NSTDA Beyond Limits : 6-6-10” ติดปีกอุตสาหกรรม นำนวัตกรรมไทยสู่สากล” ณ โรงแรมเดอะสุโกศล

สำหรับกลยุทธ์ 6-6-10 ได้แก่ 6 Research Pillars, 6 Frontier Research และ 10 Technology Development Groups : TDGs) ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาเพื่อมุ่งสร้างความเข้มแข็งและความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ขั้นสูง เพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตอบโจทย์นโยบาย Thailand 4.0

ส่งมอบงานวิจัยและนวัตกรรมปี’61 เป็นยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช.ได้ดำเนินการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล ภาคธุรกิจและประชาชนในทุกมิติ โดยในปีพ.ศ.2561 ได้ส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ อาทิ

• “ผลิตภัณฑ์ดูดจับสารพิษจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารสัตว์” จากเอนไซม์โปรติเอส (Enzyme Protease) โดย นาโนเทค สวทช. ปัจจุบันได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทในประเทศสิงคโปร์ สร้างมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา มากกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการวิจัยให้กับ บริษัท คลีน กรีนเทค จำกัด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่สำหรับใช้ลดปริมาณสารพิษจากเชื้อราปนเปื้อนในวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถลดปริมาณสารพิษปนเปื้อนได้หลายชนิดในเวลาเดียวกัน ปัจจุบันมีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ Zeta L-Tonic ทั้งในและต่างประเทศ รวม 7 ประเทศ

• eLysozymeTM สารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว โดย ไบโอเทค สวทช. วิจัยและพัฒนา “ไลโซไซม์ (Lysozyme)” ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในไข่ขาวของไก่ ทำหน้าที่ปกป้องตัวอ่อนของไก่จากการรุกรานของเชื้อแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อม ในอุตสาหกรรมอาหารมีการนำไลโซไซม์มาใช้ประโยชน์ในฐานะของสารยับยั้งแบคทีเรียหรือสารกันบูดจากธรรมชาติ (Natural Preservative)

ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้คณะผู้วิจัยสามารถพัฒนาไลโซไซม์ที่มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียได้ดีขึ้นทั้งแกรมบวกและแกรมลบ จึงยับยั้งครอบคลุมแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่าเสีย แบคทีเรียก่อโรคที่มักพบปนเปื้อนในอาหาร และแบคทีเรียก่อโรคที่มีความสำคัญในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปศุสัตว์ โดยผลงานวิจัยดังกล่าวกำลังนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ไลโซไซม์ประสิทธิภาพสูง ภายใต้ชื่อทางการค้า eLysozymeTM (eLYS-T1) สำหรับใช้เป็นสารยับยั้งแบคทีเรียในอาหาร และ eLysozymeTM (eLYS-T2) สำหรับใช้เป็นสารยับยั้งแบคทีเรียในอาหารสัตว์ ทั้งนี้ สวทช. ได้ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยการผลิตสารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว ให้แก่ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โอโว่ ฟู้ดเทค จำกัด เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์และจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ขณะนี้ทางบริษัทกำลังติดตั้งเครื่องจักรสำหรับผลิต และมีแผนทดลองผลิตสารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาวรอบแรกเร็วๆ นี้

• ข้อเข่าเทียม ที่มีขนาดรูปทรง และการงอเข่าที่เหมาะสมกับคนเอเชีย โดย เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนาข้อเข่าเทียม ที่มีขนาด รูปทรงและการงอเข่าที่เหมาะสมกับคนเอเชีย เนื่องจากข้อเข่าเทียมส่วนใหญ่ออกแบบสำหรับคนในสหภาพยุโรปและทวีปอเมริกา จากการอ้างอิงการวัดกายวิภาคข้อเข่าคนไทยและคนญี่ปุ่น โดยร่วมมือกับThe New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) ประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาข้อเข่าเทียมและเครื่องมือช่วยผ่าตัด โดยมี บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล (Teijin Nakashima Medical) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายข้อเทียมในประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ร่วมดำเนินโครงการกับเอ็มเทค สวทช. ซึ่งแต่ละฝ่ายได้ศึกษาวิจัยกายวิภาคข้อเข่าของกลุ่มตัวอย่างคนญี่ปุ่นและคนไทยเพศหญิงฝ่ายละ 100 ราย นำมาใช้อ้างอิงในการออกแบบพัฒนาข้อเข่าเทียมเดิมให้เหมาะสมกับกายวิภาคข้อเข่าคนเอเชียมากขึ้น รวมทั้งออกแบบให้รองรับการงอเข่าได้ถึง 150 องศา เพื่อให้ตรงกับอิริยาบถการใช้ชีวิตประจำวันในการนั่งพื้นของคนเอเชียซึ่งต่างจากชาวตะวันตก ส่งเสริมให้เกิด Society 5.0

หลังจากความร่วมมือในโครงการดังกล่าวสำเร็จ บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล ได้เริ่มนำผลิตภัณฑ์ Future Knee® ที่พัฒนาขึ้น ออกใช้จริงในเชิงคลินิกในประเทศญี่ปุ่น โดยในระยะเวลา 1 ปี มีการผ่าตัดในผู้ป่วยแล้วมากกว่า 200 ราย ซึ่งประสิทธิผลของข้อเข่าเทียมหลังผ่าตัดเป็นที่ยอมรับอย่างมากจากศัลยแพทย์ งานวิจัยดังกล่าวจะเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อมที่ดีขึ้น สามารถงอเข่าใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ และการผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ข้อเข่าเทียมดังกล่าวนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยคนไทยได้มีโอกาสใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทดแทนผลิตภัณฑ์นำเข้าด้วย ทั้งนี้ สวทช. ได้เตรียมการจดทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยเพื่อนำผลิตภัณฑ์ออกสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านรูปแบบบริษัทร่วมลงทุนระหว่าง สวทช. บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล และบริษัทเอกชนไทย ได้แก่ บริษัท นีโอฟาร์มา จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจข้อเข่าเทียม เพื่อผลักดันให้เกิดบริษัทเครื่องมือแพทย์ขั้นสูงขึ้นในประเทศไทย ภายในไตรมาส1-2 ของปีหน้า และภายใน 1 ปีจะมีผลิตภัณฑ์ข้อเข่าเทียมฝีมือคนไทย

• ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (Thai Telecommunication Relay Service : TTRS) โดย เนคเทค สวทช. ได้ร่วมมือกับ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ พัฒนา ระบบบริการถ่ายทอดการสื่อสาร สำหรับคนพิการทางการได้ยิน และคนพิการทางการพูด ประกอบด้วย บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบข้อความสั้น, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบรับ-ส่งข้อความผ่าน TTRS Message, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบสนทนาข้อความผ่าน TTRS Live Chat, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบสนทนาวิดีโอผ่านตู้ TTRS, บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบแปลงเสียงเป็นข้อความผ่าน TTRS Caption และบริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบปรับปรุงเสียงพูดสำหรับคนไร้กล่องเสียงและปากแหว่งเพดานโหว่ มีจำนวนสมาชิกที่ใช้งานรวม 47,721 คน และมีจำนวนครั้งการใช้บริการรวม 900,934 ครั้ง ทั้งนี้ศูนย์ TTRS เป็นกลไกหนึ่งภายใต้การจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน โดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม สนับสนุนให้คนพิการและผู้ด้อยโอกาสทางสังคม สามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างผลกระทบ เชิงสังคมมากกว่า 4,900 ล้านบาท

• ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ศทอ.) หรือ PTEC มาตรฐาน "ห้องปฏิบัติการฯ ระดับอาเซียน" นอกจากสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว PTEC เป็นหน่วยงานบริการวิเคราะห์ทดสอบ ตรวจสอบ รับรองผลิตภัณฑ์ครบวงจร ที่มีการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับภาคธุรกิจเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ ด้วยบุคลากรมืออาชีพ ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่แพ็กขนาดกำลังไฟฟ้า 600 กิโลวัตต์ ได้ตามมาตรฐาน UN ECE R100 และมาตรฐานสากลอื่น ๆ

ปัจจุบัน บริษัท เดมเลอร์ ผู้ผลิตรถยนต์เบนซ์ ร่วมกับ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ เป็นลูกค้ารายแรกของ PTEC โดย บริษัท เดมเลอร์ กำลังลงทุนก่อสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และส่งแบตเตอรี่ มาทดสอบที่ สวทช. ในเดือนถัดไป ถือเป็นแห่งแรกในอาเซียนและเป็นแห่งที่ 4 ของโลก ต่อจากโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศเยอรมนี ญี่ปุ่นและจีน นอกจากยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยังมีผู้ประกอบการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รถโดยสารขนส่ง และแหล่งเก็บกักพลังงานอีกหลายรายสนใจ นับเป็นก้าวแรกที่ประเทศไทยได้เข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการมีโรงงานผลิต ห้องปฏิบัติการทดสอบ และรับรองและจำหน่ายในตลาดอย่างครบถ้วน

PTEC ยังได้รับการขึ้นทะเบียนจาก ASEAN SECTORAL MRA ON ELECTRICAL AND ELECTRONIC EQUIPMENT (ASEAN EE MRA) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ให้เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน

นอกจากนี้ สวทช. ยังส่งมอบผลงานวิจัยประเด็นมุ่งเน้นเพื่อสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม ตอบโจทย์ทุกภาคส่วน ได้แก่ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ เช่น เทคโนโลยีการยกระดับคุณภาพไบโอดีเซล หรือ H-FAME ระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพแบบ Flexible substrate ในภาคอุตสาหกรรม และประเด็นมุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่อการเกษตรยั่งยืน เช่น การบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่กับข้อมูลจากการสำรวจระยะไกล เพื่อใช้ติดตามผลผลิตข้าวในประเทศไทย โมบายแอพพลิเคชันสำหรับวินิจฉัยโรคข้าว เป็นต้น

โชว์ศักยภาพงานวิจัยฯ ปี’61 สร้างผลกระทบมูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท

ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า ตลอดปีพ.ศ.2561 สวทช. ได้มุ่งมั่นพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาประเทศ ตามเป้าหมาย Thailand 4.0” โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้ ด้านงานวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี สวทช. มีบทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ 546 เรื่อง มากกว่า 1 ใน 4 ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติชั้นนำของโลก และถูกนำไปใช้อ้างอิงทางวิชาการสูงกว่าค่าเฉลี่ยภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้มีการยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญามากถึง 383 รายการ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี 261 โครงการ ให้กับหน่วยงานต่างๆ รวม 335 หน่วยงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม มากกว่า 45,000 ล้านบาท ผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของภาคการผลิตและบริการ มูลค่าเกือบ 14,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ สวทช. มีกลไกสนับสนุน สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนวิจัยเพิ่มขึ้น อาทิ เทคโนโลยีราคาเดียว 30,000 บาท มีผู้ขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีกว่า 485 รายการ ภาษี 300% มีการรับรอง 404 โครงการ มูลค่า 1,313 ล้านบาท บัญชีนวัตกรรมไทย คณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผลงานนวัตกรรม และได้อนุมัติผู้ยื่นขอขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยรวมทั้งสิ้น 270 ผลงาน โดยสำนักงบประมาณ ประกาศขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 226 ผลงาน โครงการสตาร์ทอัพ เวาเชอร์ (Startup Voucher) สนับสนุนเงินด้านการตลาด 87 ราย มูลค่ากว่า 64 ล้านบาท สร้างรายได้รวม 915 ล้านบาท โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP ได้สนับสนุน SMEs จำนวน 1,610 ราย มีการลงทุน 737 ล้านบาท สร้างผลกระทบ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท และ ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ ให้บริการมากกว่า 50,000 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 180 ล้านบาท

ด้านการพัฒนากำลังคนและสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. ให้ทุนการศึกษาพัฒนาบัณฑิตและนักวิจัยอาชีพที่มีศักยภาพให้กับประเทศมากกว่า 790 ทุน สนับสนุนนักศึกษาและบุคลากรวิจัยทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงานในห้องปฏิบัติการของศูนย์แห่งชาติ 324 คน และส่งเสริมพัฒนาเยาวชนเข้าสู่อาชีพนักวิจัย เช่น การจัดประชุมวิชาการนานาชาติ Asia Pacific Conference on Giftedness หรือ APCG 2018

ในส่วนของตัวอย่างการสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ เช่น ผลงานผลิตภัณฑ์นาฬิกาโทรศัพท์ป้องกันเด็กหาย ของบริษัท โพโมะ เฮาส์ จำกัด ซึ่งโครงการ ITAP ได้ช่วยให้คำปรึกษา พัฒนาเทคโนโลยีของ SMEs ให้แตกต่างด้วยนวัตกรรม การผลักดันให้ผู้ประกอบการ/ผู้เช่าพื้นที่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ประกอบธุรกิจได้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง อาทิ บริษัท โพลิพลาสติกส์ มาร์เก็ตติ้ง (ที) จำกัด ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกเชิงวิศวกรรมชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ได้จัดตั้ง ASEAN Polyplastic Technical Solution Center ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

โครงการ Big Rock วิจัยตอบโจทย์ประเทศ

ดร.ณรงค์ กล่าวว่า สวทช. ได้มุ่งมั่นใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผลิตผลงานวิจัยและนวัตกรรมตอบโจทย์โครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ได้แก่ “โครงการพัฒนาพิเศษขนาดใหญ่” หรือ Big Rock เช่น โครงการสื่อการสอนโปรแกรมมิ่งในโรงเรียนหรือ Coding at School Project ฝึกเยาวชนเขียนโปรแกรมด้วยบอร์ดสมองกลฝังตัว KidBright โครงการ โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) หรือ FabLab พัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย โครงการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์ วิจัย และใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมและชุมชน (National Biobank) โครงการนวัตกรรมเทคโนโลยีก้าวหน้าเพื่อการผลิตสมุนไพร (Plant Factory) โครงการขยายผลงานวิจัย DentiiScan เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติทางทันตกรรม เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย เป็นต้น

เปิดกลยุทธ์วิจัยปี’62 ภายใต้แนวคิด NSTDA Beyond Limits
ชู 6-6-10 ติดปีกอุตสาหกรรมไทย สู่เวทีโลก

นอกจากการสรุปผลงาน สวทช. ประจำปี 2561 ที่สร้างผลกระทบให้กับทุกภาคส่วนด้วย วทน. แล้ว ดร.ณรงค์ ได้กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ของ สวทช. ในปี พ.ศ.2562 ภายใต้แนวคิด NSTDA Beyond Limits : 6-6-10 ว่า รหัส 6–6–10 นั้น เลข 6 ตัวแรก คือ 5 Research Pillars หรือ 5 สาขาวิจัยหลักที่เป็นความเชี่ยวชาญของ สวทช. ประกอบด้วย
• Material and Manufacturing Technology Bioscience and Biotechnology
• Nanoscience and Nanotechnology
• Electronics and Information Technology
• Energy Technology รวมกับ Agenda–based หรือกลุ่มเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการประเทศในปัจจุบัน

6 สาขาวิจัยขั้นแนวหน้าตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ส่วนเลข 6 ตัวที่ 2 คือ 6 Frontier Research หรือ 6 สาขาวิจัยขั้นแนวหน้า เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของประเทศ ได้แก่
• Quantum Computing
• Bionics, Nano Robotic ในอนาคตจะมี Nano Robotic ในร่างกายที่สามารถจัดการกลไกทางชีวภาพโดยศาสตร์นาโน
• Terahertz
• DNA Data Storage สามารถเก็บข้อมูลใน DNA จะต้องมีความรู้ในการสังเคราะห์ DNA ในอนาคนอาจมีเครื่องอ่าน DNA
• Atomic Precision Bioimaging & Plant Electric Circuits

10 กลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมาย ใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแบบจับต้องได้

สำหรับตัวเลข 10 คือ กลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมาย เรียกว่า Technology Development Groups หรือ TDGs ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแบบจับต้องได้ ประกอบด้วย
1) สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ หรือ Biochemicals ต่าง ๆ เช่น สารประกอบที่สำคัญในอุตสาหกรรม
2) สารสกัดที่จะนำมาใช้ทำเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารในกลุ่มสมุนไพร
3) ยาแบบใหม่ที่ใช้กระบวนการสังเคราะห์ทางชีวภาพ
4) การทำวิจัยการแพทย์แบบแม่นยำ (Precision Medicine) ที่จะนำไปสู่การตั้งคลังข้อมูลพันธุกรรม การใช้เทคโนโลยีนาโนในการตรวจและรักษา รวมไปถึงการรักษาโรคแบบจำเพาะบุคคล
5) งานวิจัยที่เกี่ยวกับระบบดิจิทัล (Digital) ที่ใช้กับอุปกรณ์ช่วยการผ่าตัด หรือชิ้นส่วนทดแทนอวัยวะต่าง ๆ
6) Food & Feed เป็นกลุ่มที่ศึกษา Functional Ingredients ในอาหารคน อาหารสัตว์ และอาหารเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย รวมไปถึง Smart Packaging แบบต่าง ๆ ที่จะทำให้อาหารสดอยู่ได้นาน เป็นต้น
7) เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)
8) Mobility & Logistics การศึกษาระบบโครงสร้าง การขับเคลื่อนมอเตอร์ การชาร์จไฟ ระบบควบคุมและให้สัญญาณ รวมถึงต้นแบบชิ้นส่วนรถไฟฟ้ารางเบา
9) พลังงาน ทั้งการพัฒนาแบตเตอรี่แบบแพ็ก ที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงวัสดุกับระบบพลังงานทางเลือกแบบต่าง ๆ เช่น ไบโอดีเซล เป็นต้น และสุดท้าย
10) Dual-use defense เช่น การพัฒนาเครื่อง Jammer สำหรับโดรน และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดหรือสารเสพติดต่างๆ เป็นต้น

ดร.ณรงค์ กล่าวถึง การจัดตั้งกระทรวงใหม่ว่า ถือเป็นพลัง ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันกับมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่ง เนื่องจากการทำงานวิจัย ต้องร่วมมือกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ทำให้สามารถใช้กลไกการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

“ในอนาคต 5 Research Pillars หรือ 5 สาขาวิจัยหลักที่เป็นความเชี่ยวชาญของ สวทช. จะเป็นตัวขับเคลื่อน ในการทำงาน โดยมีโครงสร้างการทำงานเป็น Pillar ทั้งนี้ความเป็นศูนย์แห่งชาติยังคงอยู่ แต่มีบทบาทน้อยลง” ผู้อำนวยการสวทช. กล่าวสรุป

Main


ข่าวใหม่

•  PERM ทุ่มงบ 1,500 ล้านบาท ลงทุนโครงการ Empower ผลิตเหล็กเคลือบสีเทคโนโลลยีทันสมัย ทดแทนการนำเข้า  [24 มิ.ย. 2562]

•  อีสท์ วอเตอร์ สานต่อโครงการบำรุงรักษาระบบประปาชุมชน จับมืออาชีวศึกษาภาคตะวันออก สู่ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้านน้ำ [24 มิ.ย. 2562]

•  นักศึกษาม.เอเชียอาคเนย์ สร้างชื่อให้มหาวิทยาลัยฯ ชนะเลิศการแข่งขัน Digital Literacy มาตรฐานสากล ICDL 3 ปีซ้อน [24 มิ.ย. 2562]

•  DGA ชี้พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. 2562 เชื่อมโยง โปร่งใส ปลอดภัยธรรมาภิบาลข้อมูล [24 มิ.ย. 2562]

•  RICOH เตรียมย้ายฐานการผลิตเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันจากจีนมาไทยใน 2 เดือนข้างหน้า [24 มิ.ย. 2562]


Engineering Today :

วารสารรายสองเดือนเพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรม
พร้อมเสิร์ฟสาระความรู้และข่าวสารที่ทันสมัย
ผ่านเว็บไซต์ www.engineeringtoday.net
ตอบโจทย์การบริโภคข้อมูลข่าวสารในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

Contact

บริษัท เทคโนโลยี มีเดีย จำกัด
471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา
แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400

E-mail : webmaster@engineeringtoday.net
Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649
Fax. 0-2640-4260