พบกับ Engineering Today ปี 2561 โฉมใหม่ ทันสมัยด้วยเนื้อหาก้าวทันเศรษฐกิจยุคดิจิทัล พร้อมจัดเต็มเนื้อหา 4 สี และ 2 สีทั้งเล่ม และอย่าลืมติดตามข่าวสารทางด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่อัพเดททุกวันได้ที่ FB: Engineering Today
วันอังคารที่25
ธันวาคม 2561

» เน็กซัสชี้ตลาดคอนโดปี’62 ปรับตัวให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายย่อยมากขึ้น


กรุงเทพฯ -24 ธันวาคม 2561- : เน็กซัสสรุปราคาเฉลี่ยคอนโดในกรุงเทพฯ ในปีพ.ศ.2561เพิ่มขึ้น 7.6% ขณะที่ราคาคอนโดใจกลางเมืองเพิ่มถึง 10% คาดในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ผู้ประกอบการควรเน้นการพัฒนาเพื่อความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) ส่วนราคาค่าเช่าสำนักงานเกรดเอในย่านศูนย์กลางธุรกิจเฉลี่ยทะลุ 1,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน ขณะที่ราคาค่าเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าเฉลี่ยสูงถึง 3,900 บาท/ตารางเมตร/เดือน เผยในปีหน้าตลาดอาคารสำนักงานให้เช่าและตลาดศูนย์การค้ามีการแข่งขันสูงขึ้นแน่นอน แนะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ชูการออกแบบ ไลฟ์สไตล์ สิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และแพลตฟอร์ม ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้

ชี้ปี’61 ตลาดคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นใหม่ 60,900 หน่วย จาก 138 โครงการ

นลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า ปีพ.ศ.2561 ยังคงเป็นปีที่จำนวนอุปทานของคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นในตลาดค่อนข้างสูง จากทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย โดยมีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นใหม่ 60,900 หน่วย จาก 138 โครงการ ซึ่งทำให้คอนโดมิเนียมมีหน่วยสะสมทั้งสิ้น 610,900 หน่วย ทั้งนี้ทำเลที่นิยมในการพัฒนาโครงการอันดับหนึ่งยังคงเป็นย่านพญาไท รัชดาภิเษก และพหลโยธิน จำนวน 21,100 หน่วย คิดเป็น35% ตามมาด้วย พระโขนง สวนหลวง จำนวน 13,500 หน่วย คิดเป็น 22% และ ธนบุรี ราชพฤกษ์ เพชรเกษม จำนวน 8,500 หน่วย คิดเป็น 14%ตามลำดับ และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทั้ง 3 ทำเลนี้ก็มีอัตราการเพิ่มของอุปทานมากที่สุดโดยมากกว่า 65-70% ซึ่งมีสาเหตุมาจากกระแสการอยู่อาศัยคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และในทำเลเหล่านี้ก็ยังคงหาที่ดินที่จะพัฒนาได้มากกว่าทำเลที่อยู่ในใจกลางเมือง

“หากจะวิเคราะห์ถึงอุปทานใหม่ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาจะพบว่า 41 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหน่วยทั้งหมดจะมาจากตลาดไฮเอนด์ ที่มีระดับราคาอยู่ที่ 110,000 -190,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาต่อหน่วย 6-15 ล้านบาท ตามด้วยตลาดระดับกลาง (Mid Market 27 เปอร์เซ็นต์ และตลาดซิตี้คอนโด 21 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสัดส่วนดังกล่าว อาจดูไม่สอดคล้องกับรายได้และฐานเงินเดือนของคนกรุงเทพมหานครมากนัก โดยจากปัจจัยที่ดินที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาพัฒนาสินค้าในระดับราคาที่สูงขึ้นนั่นเอง” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง กล่าว

ปี 62 มีห้องชุดเหลือขายในตลาด 62,700 หน่วย มูลค่ามากกว่า 150,000 ล้านบาท

ในปี พ.ศ.2561 ยอดขายคอนโดมิเนียมในตลาดกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้นจำนวน 52,000 หน่วย แบ่งเป็นห้องชุดที่เปิดใหม่ในปีนี้ จำนวน 31,800 หน่วย คิดเป็นยอดขายเฉลี่ยของห้องชุดที่เปิดใหม่อยู่ที่ 52% ส่วนห้องชุดที่เปิดขายก่อนปีพ.ศ.2561 มียอดขายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20,300 หน่วย ทั้งนี้จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นทั้งคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในปีนี้และที่เปิดมาก่อนหน้านี้ทำให้อัตราขายรวมในตลาดอยู่ที่ 90% และยังคงมีห้องชุดเหลือขายในตลาดอยู่อีก 62,700 หน่วยในปีหน้า หากไม่มีโครงการก่อสร้างในปีหน้า โดยเฉลี่ยคิดราคาหน่วยละ 2.5 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากกว่า 150,000 ล้านบาท

ในปีพ.ศ. 2561 ราคาขายคอนโดมิเนียมเฉลี่ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น 7.6% จาก 130,600 บาท/ตารางเมตร เป็น 140,600 บาท/ตารางเมตร โดยตลาดใจกลางเมืองปรับตัวเพิ่มสูงสุด 10% ไปอยู่ที่ 231,000 บาท/ตารางเมตร ตลาดรอบใจกลางเมือง 7% ระดับราคา 113,200 บาทต่อตารางเมตร ขณะที่ตลาดรอบนอกปรับราคาเพิ่มเฉลี่ยเพียง 1% เป็น 73,500 บาท/ตารางเมตร เท่านั้น

สำหรับแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของราคาคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ เริ่มเห็นการปรับตัวขึ้นในอัตราที่ลดลงบ้าง ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่ผู้ประกอบการเริ่มเห็นแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงมากในตลาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่นในปีพ.ศ. 2561 ทำเลหลังสวนปทุมวัน ราคาปรับขึ้นเพียง 3% หรือในโซนธนบุรี เพชรเกษม ซึ่งเป็นทำเลที่มีขอบเขตค่อนข้างกว้างมาก ราคาก็ปรับเพิ่มเพียง 1% แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ที่คุณภาพดีขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้นั้น จะไม่มีโอกาสขยับราคาสูงขึ้นได้

ที่มา: Nexus Research, December 2018

จับตาแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมปีหน้า
พัฒนาสินค้าให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายย่อยมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในปีพ.ศ. 2562 นลินรัตน์ คาดการณ์ว่า ในส่วนของอุปทานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกับตัวเลขเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาที่ประมาณ 53,000 หน่วย ขณะที่ความต้องการยังคงอยู่ในช่วงระหว่าง 50,000-55,000 หน่วย จากตัวเลขประมาณการดังกล่าว อัตราการขายรวมและห้องเหลือในตลาดก็น่าจะอยู่ในปริมาณใกล้เคียงกับตัวเลขปีนี้ ส่วนรูปแบบของการพัฒนาสินค้าก็จะปรับให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายย่อยมากขึ้น เช่น คอนโดมิเนียมสำหรับคนรักการออกกำลังกาย ผู้สูงอายุ หรือ คนรักสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ คอนโดมิเนียมเช่าสิทธิระยะยาวในทำเลที่ดีก็จะมีในตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงโครงการ Mixed Used ที่ผสมผสานคอนโดมิเนียมเข้ากับพื้นที่เชิงพาณิชย์ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายก็จะเปิดตัวมากขึ้นเช่นกัน

“ในมุมมองของ เน็กซัส ผู้ประกอบการควรจะเพิ่มสัดส่วนห้องชุดไปที่กลุ่มซิตี้คอนโด ซึ่งมีราคาต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท เฉลี่ยราคาพื้นที่ต่ำกว่า 75,000 บาท /ตารางเมตร ที่เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของกรุงเทพฯ มากขึ้น และตลาดระดับกลาง (Mid Market) ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 2.5 – 6 ล้านบาท เฉลี่ยราคาพื้นที่ 75,000 -110,000 บาท/ตารางเมตร เพื่อจะได้ตอบสนองกับความต้องการอยู่อาศัยจริง ซึ่งจะเป็นตลาดที่มีเสถียรภาพและยั่งยืนมากกว่าตลาดต่างชาติเพื่อการลงทุน ส่วนตลาดการลงทุนจากต่างชาติที่เป็นที่จับตามองในช่วงที่ผ่านมานั้น การลงทุนจากนักลงทุนรายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบันจะยังคงเห็นได้อย่างต่อเนื่อง ในปีพ.ศ.2562 สัดส่วนจำนวนห้องชุดที่นักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น และบางส่วนจากฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่เข้ามาลงทุนน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 30% จาก 26% คิดเป็น 15,820 หน่วย ใน 24 โครงการ ในปีพ.ศ.2561 นอกจากนี้ นักลงทุนรายย่อยจากประเทศจีนก็น่าจะยังคงเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยอย่างต่อเนื่องในทำเลที่ขยายออกไปจากทำเลเดิม ตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน ก็น่าจะยังรักษาระดับการลงทุนที่ไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาด CLMV นับเป็นตลาดใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ในปีหน้าน่าจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่น เนื่องจากคอนโดมิเนียมในญี่ปุ่นขยายตัวยาก ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง กล่าว

หากจะวิเคราะห์ถึงการปรับตัวของราคาคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้านั้น เน็กซัสมองว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ลดลง ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถขึ้นได้ในอัตราที่มากดังเช่นหลายปีก่อน คาดการณ์ว่าราคาคอนโดมิเนียมจะปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ในระดับ 6-7% ต่อปี ดังนั้น ผู้ประกอบการน่าจะพัฒนาโครงการในราคาที่ไม่ต้องปรับตัวสูงขึ้นมากนัก

ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา-ฝั่งธนบุรีมาแรง
ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี’61

ในส่วนของทำเลการพัฒนาโครงการนั้น มีปัจจัยเรื่องภาพลวงตาของทำเลการอยู่อาศัย (Illusion of Location) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ทำเลย่านพร้อมพงษ์ ทองหล่อ เอกมัย ยังคงเป็นทำเลยอดนิยมสำหรับผู้ประกอบการ ที่มองหาที่ดินเพื่อเข้ามาพัฒนาโครงการ แต่ในทำเลดังกล่าวนี้ ราคาของคอนโดมิเนียมน่าจะเป็นราคาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ในขณะที่ทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยาและฝั่งธนบุรี ที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีพ.ศ.2561 ประกอบกับรถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งกำลังก่อสร้าง และก็เช่นเดียวกัน คอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นใหม่ราคาก็จะต้องสูงขึ้นมาก

“จริง ๆ แล้ว ทำเลอย่างย่านติวานนท์ ที่ผู้ประกอบการหลายรายยังคงมีคำถามจากอุปทานที่ยังมีขายอยู่นั้น ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ราคาคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จแล้วในบริเวณนี้ก็จะน่าสนใจ เพราะเป็นคอนโดมิเนียมที่ราคาจับต้องได้มากที่สุดในตลาดและราคาอาจสูงขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า สุดท้าย ย่านรัชดาภิเษก พระราม 9 ทำเลทองของชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน จะยังคงเป็นทำเลที่ครองใจลูกค้ากลุ่มนี้ได้ การตั้งราคาและการทำการตลาดจะต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีบริการหลังการขายที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าต่างชาติกลุ่มนี้ได้จริง” นลินรัตน์ กล่าว สำหรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการให้กู้ยืมเงินเพื่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์ จะส่งผลต่อการพัฒนาสินค้าในตลาดที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียม โดยบ้านอาจจะมีการขายระหว่างก่อสร้างมากขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อได้ผ่อนชำระเงินดาวน์บางส่วนก่อน คอนโดมิเนียมก็อาจจะต้องเน้นขายช่วงพรีเซลมากขึ้น มีระยะเวลาการผ่อนยาวขึ้น และท้ายที่สุด เศรษฐกิจและการเมืองที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงจากการเลือกตั้งก็น่าจะมีผลต่อทิศทางของตลาดเช่นกัน รวมทั้งสงครามการค้า เศรษฐกิจของจีน ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนของต่างชาติในไทย

ในปี’61 สร้างสถิติใหม่ค่าเช่าอาคารสำนักงาน
สูงกว่า 1,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน

ด้านธีระวิทย์ ลิ้มทองสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทเน็กซัส เรียลเอสเตท แอ็ดไวเซอรี่ จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้ตลาดอาคารสำนักงานให้เช่า เกรด เอ และ เกรดบี ในกรุงเทพฯ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4.1 ล้านตารางเมตร หากรวมเกรดซี จะมีทั้งสิ้นกว่า 8 ล้านตารางเมตร ซึ่งพบว่าสำนักงานให้เช่า เกรด เอ และ เกรดบี ในกรุงเทพฯ ยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องของราคาค่าเช่าที่มีการปรับตัวสูงขึ้นและอัตราว่างของพื้นที่ที่อยู่ในระดับต่ำ จากข้อมูลในไตรมาส 4 ปีนี้ เห็นได้ว่าอุปทานของอาคารสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ ลดลงเล็กน้อย เนื่องจากมีบางอาคารอยู่ระหว่างการปิดปรับปรุงให้มีความทันสมัย ปลอดภัย สะอาด และสะดวกสบายมากขึ้น เพื่อดึงดูดผู้เช่าในตลาด สำหรับตลาดพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่านั้นยังคงมีความต้องการสูงจากธุรกิจให้เช่าพื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space) และสำนักงานพร้อมบริการ (Serviced-Office) ที่กำลังได้รับความนิยม ทำให้อัตราว่างของพื้นที่เช่าในช่วงไตรมาสนี้ลดลงเหลือเพียง 4% เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารสำนักงานเกรดเอใหม่ๆ จะได้รับความสนใจจากผู้เช่าเป็นอย่างมาก

สำหรับค่าเช่าอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800 บาท/ตารางเมตร/เดือน เทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง แต่หากพิจารณาเฉพาะอาคารสำนักงานเกรดเอที่อยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจเท่านั้น พบว่า ค่าเช่าเฉลี่ยสูงกว่า 1,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน นับเป็นสถิติใหม่ในตลาดอาคารสำนักงานให้เช่าของกรุงเทพฯ ในปีพ.ศ.2561 นี้ ยิ่งไปกว่านั้นบางอาคารที่ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ พระราม 4 พระราม 1 ราชดำริ เพลินจิต อย่างเช่น อาคารเกษร ทาวเวอร์ และปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ สามารถทำราคาค่าเช่าได้สูงถึง 1,500 บาท/ตารางเมตร/เดือน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงที่สุด ณ ขณะนี้ ทั้งนี้เริ่มมี CBD ใหม่ เป็นสำนักงานเกรดเอ ย่านอโศก-รัชดา รวมทั้งสุขุมวิทและพหลโยธิน ซึ่งเป็นผลพวงจากรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยในปีหน้า จะมีอาคารสำนักงานให้เช่าเพิ่มขึ้น 1 แสนตารางเมตร ซึ่งราคาค่าเช่าจะปรับเพิ่มขึ้น 3-5%

ที่มา: Nexus Research, December 2018

คาดอีก 5 ปีข้างหน้า พื้นที่อาคารสำนักงานใหม่ให้เช่า
เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ล้านตารางเมตร

อย่างไรก็ตาม ในอีก 5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีพื้นที่อาคารสำนักงานใหม่ให้เช่าเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ล้านตารางเมตร หรือประมาณ 25% ของพื้นที่ที่มีอยู่ในตลาด ณ ปัจจุบัน ส่งผลให้มีอัตราว่างของพื้นที่ให้เช่าสูงขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า โดยจะมีอัตราว่างของพื้นที่ประมาณ 10% จากเดิมที่มีเพียง 4-5% เท่านั้น ถือว่าเป็นอัตราว่างที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี และอาจส่งผลให้อัตราการขึ้นราคาค่าเช่ามีการปรับตัวช้าลงอีกด้วย

“หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ตลาดอาคารสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพมหานคร จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น อาจส่งผลให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยจำนวนอุปทานที่มีมากขึ้นในตลาดจะทำให้ผู้เช่ามีอำนาจในการต่อรองที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าอัตราว่างของพื้นที่เช่าจะสูงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ก็จริง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดอุปทานล้นตลาด เนื่องจากอัตราว่างของพื้นที่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองสำคัญอื่น ๆ ทั่วโลก” กรรมการผู้จัดการ เน็กซัส เรียลเอสเตท แอ็ดไวเซอรี่ กล่าว

จากการสำรวจของ Cushman & Wakefield ซึ่งเป็นบริษัทพันธมิตรของเน็กซัสฯ พบว่า ในประเทศกลุ่มเอเชียแปซิฟิก มีอัตราว่างของพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 10% หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็ยังมีอัตราว่างของพื้นที่ถึง 13.3% ดังนั้น หากกรุงเทพฯ มีอัตราว่างของพื้นที่ให้เช่าที่ประมาณ 10% ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ปกติ

ไอคอนสยามทุบสถิติเสนอราคาเช่า มากกว่า 5,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน

ธีระวิทย์ กล่าวว่า สำหรับตลาดศูนย์การค้า จากการสำรวจพบว่า ตลาดยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากตลาดศูนย์การค้า ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การบริโภคของภาคเอกชน รวมไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยในปีนี้มีพื้นที่ 660,000 ตารางเมตร ส่วนราคาค่าเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าในย่านศูนย์กลางทางการค้าอย่างบริเวณถนนพระราม 1สยามสแควร์ ราชประสงค์ และพร้อมพงษ์ ที่มีการแข่งขันสูงนั้น ทำให้อัตราค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ยอยู่ที่ 3,900 บาท/ตารางเมตร/เดือน ในขณะที่ราคาเสนอให้เช่าพื้นที่สูงที่สุดของย่านนี้สูงทะลุถึง 5,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน จากการเสนอราคาพื้นที่บริเวณชั้น G ของห้างสยามพารากอน เทียบกับเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ราคาไม่ถึง 2,500 บาท/ตารางเมตร

อย่างไรก็ตาม โซนนอกศูนย์กลางการค้าอย่างไอคอนสยาม ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถือเป็น Magnet สำคัญ ได้เสนอราคาเช่าพื้นที่ที่สูงเช่นเดียวกัน โดยสูงมากกว่า 5,000 บาท/ตารางเมตร/เดือน นับเป็นสถิติใหม่ของอัตราค่าเช่าพื้นที่สำหรับตลาดศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ

การสำรวจของเน็กซัสฯ พบว่าพื้นที่ศูนย์การค้าให้เช่าที่เกิดขึ้นใหม่ของไตรมาส 4นี้ มาจากไอคอนสยามและเกตเวย์ แอท บางซื่อ ซึ่งเพิ่งมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และคาดว่าจำนวนพื้นที่ของศูนย์กลางการค้าให้เช่าในปีหน้าจะมีมากถึง 240,000 ตารางเมตร

ที่มา: Nexus Research, December 2018

ธีระวิทย์ กล่าวว่า เทรนด์ของศูนย์การค้าของไทยในอนาคต จะเป็น Mega Project ที่มีพื้นที่เกิน 1 แสนตารางเมตร เช่น โครงการ One Bangkok , G Land ต่อไปย่านบางซื่อจะเป็น Node ใหญ่ รวมทั้งย่านมักกะสัน เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูง และมีที่ดินของภาครัฐที่รอการพัฒนาจากภาคเอกชน

จากการคาดการณ์ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยและการท่องเที่ยวในปีหน้านั้นยังคงมองเป็นปัจจัยบวก โดยสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีการคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ณ สิ้นปี 2561 จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 5.08% หรือคิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 37.2 ล้านคน

“ด้วยลักษณะนิสัยของคนไทยที่นิยมไปซื้อของที่ร้านค้าด้วยตัวเองและสภาพอากาศที่ร้อน ทำให้ศูนย์การค้าได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับคนไทย แต่สำหรับตลาดในปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ให้สามารถดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น เช่น การออกแบบ ไลฟ์สไตล์ สิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และแพลตฟอร์ม จะมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้” กรรมการผู้จัดการ เน็กซัส เรียลเอสเตท แอ็ดไวเซอรี่ กล่าวทิ้งท้าย

Main


ข่าวใหม่

•  จุฬาฯ จัดเสวนา “ฝ่าวิกฤตรับมือฝุ่น PM 2.5” [17 ม.ค. 2562]

•  ซิสโก้ - เอ.ที. เคียร์เน่ ชี้อุตสาหกรรมภาคการผลิตของไทยอีก 10 ปีข้างหน้าเติบโตถึง 1.6 ล้านล้านบาท  [15 ม.ค. 2562]

•  เทรนด์ไมโครคาดการณ์สถานการณ์ความปลอดภัยประจำปี 2019 [15 ม.ค. 2562]

•  ทีม “LawU” คว้า 3 รางวัลจากงาน Young Webmaster Camp  [14 ม.ค. 2562]

•  สระบุรีเตรียมแผนพลิกถนน “สุดบรรทัด” ครั้งใหญ่ 21 ม.ค. ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานรากแห่งใหม่ มุ่งเป้าสู่เมืองไมซ์อัจฉริยะ  [14 ม.ค. 2562]


Engineering Today :

วารสารรายสองเดือนเพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรม
พร้อมเสิร์ฟสาระความรู้และข่าวสารที่ทันสมัย
ผ่านเว็บไซต์ www.engineeringtoday.net
ตอบโจทย์การบริโภคข้อมูลข่าวสารในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

Contact

บริษัท เทคโนโลยี มีเดีย จำกัด
471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา
แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400

E-mail : webmaster@engineeringtoday.net
Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649
Fax. 0-2640-4260